แอรอน คีเนอร์ (Aaron Keener) คือใคร: เรื่องราวของ First Wave Agent แห่ง The Division

15 ก.ย. 2569 (0 วัน ที่แล้ว)

มีสปอยล์เนื้อเรื่อง

บทความนี้เล่าเนื้อเรื่องของ Tom Clancy’s The Division 2 แบบไม่ปิดบัง ถ้ายังไม่ได้เล่น แนะนำให้ข้ามไปก่อน

ตอบให้ก่อนเลย

แอรอน คีเนอร์ (Aaron Keener) คืออดีตนายทหารที่จบจากวิทยาลัยการทหาร The Citadel และถูกคัดเลือกเข้า Strategic Homeland Division ในฐานะ First Wave agent ที่ถูกเปิดใช้งานในแมนฮัตตันช่วงต้นการระบาดของไวรัส Dollar Flu หลัง JTF และ CERA ถอนกำลังออกจาก Dark Zone และทิ้ง First Wave agent ไว้ในพื้นที่ คีเนอร์ประกาศแยกตัวออกจาก Division (Go Rogue) และเป็นตัวร้ายหลักของ Tom Clancy's The Division 2 ใน DLC Warlords of New York

เพื่อนๆ ที่ตามเนื้อเรื่อง The Division 2 มาคงเคยเห็นไฟล์คัดเลือกของ Strategic Homeland Division (หน่วยลับสำรองของรัฐบาลสหรัฐฯ) ที่เรียกแอรอน คีเนอร์ (Aaron Keener) ว่า 'potentially prototypical candidate' (ผู้เข้าคัดเลือกที่มีแววเป็นต้นแบบ) นั่นคือคำยืนยันจากระบบเองว่าเขาคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของ Division Agent ถ้าอยากรู้ว่าอะไรพลิกคนแบบนี้ให้กลายเป็นตัวร้ายหลักของ Warlords of New York เราต้องย้อนกลับไปที่ Dark Zone (เขตปิดตายที่กักกันสารปนเปื้อนไม่ให้รั่วไหลออกนอกพื้นที่) ของแมนฮัตตันในวันที่รัฐบาลถอนกำลังออกไปครับ

หัวข้อ ข้อมูล
Entity แอรอน คีเนอร์ (Aaron Keener) รหัสเรียกขาน Vanguard
ประเภท อดีต Division Agent ตัวร้ายหลักของ Warlords of New York
จุดกำเนิด นายทหารจาก The Citadel สู่นักเทรดวอลล์สตรีท
จุดเปลี่ยน ถูกทอดทิ้งใน Dark Zone หลัง JTF/CERA ถอนกำลัง
อุดมการณ์ เชื่อในการคัดกรองมนุษยชาติผ่านไวรัส
สถานะล่าสุด มีชีวิตอยู่ สถานะคลุมเครือทางศีลธรรม

บริบทโลก: First Wave กับภารกิจที่ไม่มีใครเตรียมใจไว้

เมื่อไวรัส Dollar Flu ถูกปล่อยออกมาในนิวยอร์กจนเมืองล่มสลาย Division เปิดใช้งาน First Wave agent (ชุดปฏิบัติการชุดแรก) กลุ่มแรกเพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน คีเนอร์เป็นหนึ่งในนั้น และถูกมอบหมายให้รักษาความปลอดภัยพื้นที่ Dark Zone ของแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นเขตกักกันที่รวบรวมอุปกรณ์และเสบียงมีค่าของเมืองไว้ทั้งหมด First Wave agent แต่ละคนได้รับคำสั่งให้ยึดพื้นที่นี้ไว้ระหว่างที่ระบบส่วนกลางพยายามควบคุมการระบาด

จุดกำเนิด: จากนายทหารสู่ตัวอย่างสมบูรณ์แบบของ Division

ก่อนจะเป็น Division Agent คีเนอร์จบการศึกษาจากวิทยาลัยการทหาร The Citadel ในรัฐเซาท์แคโรไลนา แล้วเข้าประจำการที่ Camp Lemonnier ประเทศ Djibouti หลังปลดประจำการเขาผันตัวมาเป็น Futures Trader (นักเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) บนวอลล์สตรีท และนำวินัยแบบทหารมาใช้จนประสบความสำเร็จสูงในโลกการเงิน ความสามารถระดับนี้ทำให้เขาเข้าตา Strategic Homeland Division (SHD) และถูกคัดเลือกเข้าโครงการด้วยรหัสเรียกขาน 'Vanguard' ไฟล์ของเขาระบุไว้ตรงตัวว่าเป็น 'potentially prototypical candidate'

จุดเปลี่ยน: เมื่อรัฐบาลถอนกำลังและทิ้ง Dark Zone ไว้เบื้องหลัง

เมื่อสถานการณ์ในแมนฮัตตันเลวร้ายลงเกินควบคุม JTF (กองกำลังผสมรักษาความสงบ) และ CERA (หน่วยงานรับมือภัยพิบัติร้ายแรง) ตัดสินใจถอนกำลังออกจาก Dark Zone ทั้งหมด ทิ้งอุปกรณ์มีค่าไว้เบื้องหลัง พร้อมกับทอดทิ้ง First Wave agent รวมถึงคีเนอร์ไว้ในพื้นที่ไร้กฎหมายนั้นโดยไม่มีคำสั่งใหม่หรือการช่วยเหลือใดๆ ตามมา หลังจากนั้นคีเนอร์ไม่รายงานตัวต่อสายบังคับบัญชาเดิมอีก และประกาศแยกตัวออกจาก Division อย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกว่า Go Rogue

การรวบรวมพวกและอุดมการณ์คัดกรองมนุษยชาติ

หลังก่อกบฏ คีเนอร์เริ่มเกลี้ยกล่อม First Wave agent คนอื่นให้เข้าร่วม โดยชี้ว่าการที่รัฐบาลทอดทิ้ง Dark Zone คือการทรยศต่อ Agent ทุกคน จากบันทึกเสียงของตัวเขาเอง อัตราความสำเร็จในการชักชวนอยู่ที่ประมาณ One-in-three หรือประมาณหนึ่งในสามของ First Wave agent ที่รอดชีวิตหันมาเข้าร่วมกับเขา ส่วนผู้ที่ปฏิเสธหรือขัดขืนถูกสังหาร เมื่อเวลาผ่านไป คีเนอร์เริ่มพูดถึงไวรัสในฐานะเครื่องมือคัดกรองมนุษยชาติ เพื่อกำจัดผู้อ่อนแอและสร้างระเบียบใหม่ตามวิสัยทัศน์ของเขาเอง (Interpretation: แนวคิดนี้ประมวลจากบันทึกและพฤติกรรมของตัวละครตลอดเนื้อเรื่อง ไม่ใช่คำประกาศหลักการเดียวที่เกมระบุตรงตัว)

Warlords of New York: จุดแตกหักครั้งสุดท้าย

ใน DLC ใหญ่ Warlords of New York ที่ออกวางจำหน่ายวันที่ 3 มีนาคม 2563 คีเนอร์กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังหายไปจากเรดาร์นานถึง 6 เดือน คราวนี้เขาพัฒนาอาวุธชีวภาพขั้นสูงโดยอาศัยบันทึกวิจัยของ Dr. Amherst และความช่วยเหลือจากนักไวรัสวิทยาชาวรัสเซียที่เขาลักพาตัวมา กลุ่มของเขาครอบครองทั้งตัวยารักษาและไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม คีเนอร์ควบคุมพื้นที่ Lower Manhattan ผ่านลูกน้องคนสนิทระดับ Warlords 4 คน ได้แก่ Vivian Conley, Javier Kajika, James Dragov และ Theo Parnell ซึ่งแต่ละคนคุมฐานที่มั่นของตัวเอง หน่วย The Division ต้องกำจัด Warlords ทั้งสี่คนก่อนจึงจะเข้าถึงตัวคีเนอร์ได้ ระหว่างการไล่ล่า หน่วย The Division พบเทปบันทึกเสียงของคีเนอร์ ทั้งช่วงที่เขาเคยช่วยเหลือผู้คน และช่วงที่เขาแสดงความคับข้องใจต่อความล่าช้าของ Division

ในฉากจบ หน่วย The Division เผชิญหน้าคีเนอร์ที่ฐานปฏิบัติการซึ่งมีขีปนาวุธบรรจุไวรัสสายพันธุ์ใหม่เตรียมยิงออกไป หลังทำลายขีปนาวุธและเอาชนะคีเนอร์ในการต่อสู้ครั้งใหญ่ คีเนอร์เปิดเครือข่ายวิทยุลับเฉพาะ Rogue Agent (เอเจนต์ที่แยกตัวออกจาก Division) ผ่าน ANNA (AI ผู้ช่วยทางทหารของ Rogue Agent) และเปิดโปงต่อสาธารณะว่าเฟย์ เลา (Faye Lau) ผู้บังคับบัญชาของหน่วย The Division เองก็เป็น Rogue Agent ที่แอบติดต่อกับกลุ่ม Black Tusk มาตลอด ข้อมูลนี้ส่งผลต่อเนื้อเรื่องของ Division 2 ในหลายซีซันถัดมา

ช่วงเวลา เหตุการณ์
ก่อนระบาด จบจาก The Citadel เข้ากองทัพ ประจำการที่ Djibouti
หลังปลดประจำการ เป็น Futures Trader บนวอลล์สตรีท ก่อนถูกคัดเลือกเข้า SHD
ต้นการระบาด ถูกเปิดใช้งานเป็น First Wave agent คุม Dark Zone แมนฮัตตัน
จุดเปลี่ยน JTF/CERA ถอนกำลัง ทิ้ง Dark Zone และ First Wave agent ไว้
หลังก่อกบฏ ชักชวน Agent อื่นเข้าร่วม อัตราสำเร็จ One-in-three
6 เดือนต่อมา กลับมาพร้อมอาวุธชีวภาพใน Warlords of New York (2020)
ตอนจบ WoNY พ่ายแพ้หน่วย The Division เปิดโปง Faye Lau ผ่านเครือข่าย ANNA
ก.พ. 2567 (Y5S3) เปิดเผยว่ายังมีชีวิตอยู่ ร่วมมือกับ Kelso และ Parnell

หลังการเผชิญหน้า: เรื่องที่ยังไม่จบ

แม้หน่วย The Division จะเข้าใจว่าคีเนอร์ตายไปแล้วในตอนจบ Warlords of New York แต่เนื้อเรื่องในซีซัน Year 5 Season 3: Vanguard ที่เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เปิดเผยว่าการตายครั้งนั้นเป็นเพียงตัวตายแทน เพราะระบบ ISAC (AI ผู้ช่วยทางทหารของหน่วย The Division) ไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้จริง คีเนอร์ยังมีชีวิตอยู่และดึงอลานี เคลโซ่ (Alani Kelso) อดีต Division Agent เข้าร่วมกับเขาและ Theo Parnell ต่อมาในซีซัน Year 6 Season 1: First Rogue เขาเดินทางมาเจรจากับ Division ที่กรุง Washington D.C. โดยตั้งบททดสอบ 4 ด่านชื่อ Echo, Hercules, Leto และ Nyx ก่อนจะยอมพบตัว แต่ในภารกิจไคลแม็กซ์ที่เกาะ Liberty Island หน่วย The Division กลับพบว่าคีเนอร์ที่ต่อสู้ด้วยเป็นเพียงตัวจำลองที่สร้างจากเทคโนโลยีจำลอง ทำให้ตัวจริงหลบหนีไปได้อีกครั้ง เรื่องราวของเขายังดำเนินต่อผ่านหลายซีซันของ Year 6 และ Year 7 จนถึง Year 8 Season 1: Rise Up ที่เผยว่าเขายังคงเล่นเกมการเมืองหลายฝ่ายอยู่เบื้องหลัง รวมถึงเคยทำข้อตกลงลับกับหน่วย Black Tusk บนเกาะ Coney Island ด้วย ส่วน DLC ใหม่ Echoes of Central Park ที่ประกาศในเดือนสิงหาคม 2569 นั้น เกมยังไม่เฉลยว่าคีเนอร์จะมีบทบาทเกี่ยวข้องหรือไม่ โดย Ubisoft นัดเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในวันที่ 24 กันยายน 2569

หลักฐาน: ไฟล์ SHD เรียกคีเนอร์ว่า Prototypical Candidate

หัวข้อ ข้อมูล
ที่มา ไฟล์คัดเลือกของ Strategic Homeland Division ในเกม
ประเภท Direct Evidence (ข้อมูลในเกมโดยตรง)
ระบุว่า คีเนอร์คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของ Division Agent
ความสำคัญ ไฟล์เดียวกันนี้คือหลักฐานว่าระบบยกย่องคีเนอร์สูงสุด ก่อนจะทอดทิ้งเขาในเวลาต่อมา

บทวิเคราะห์ (Interpretation)

น้าหมีมองว่าคีเนอร์คือเงามืดของเอเจนต์ที่ไล่ล่าเขาเอง ทั้งคีเนอร์และเอเจนต์ของหน่วย The Division ต่างเป็น First Wave agent ที่ถูกทอดทิ้งใน Dark Zone มาด้วยกัน สิ่งที่แยกทางทั้งสองออกจากกันคือการตัดสินใจว่าจะยังเชื่อในระบบต่อไปหรือไม่ เกมไม่ได้ประกาศธีมนี้ตรงตัว แต่โครงเรื่องของคีเนอร์ตลอดซีรีส์ ตั้งแต่ไฟล์ 'prototypical candidate' จนถึงการก่อกบฏและการกลับมาเป็นตัวร้ายซ้ำหลายครั้ง ชี้ไปทางเดียวกันคือความสิ้นหวังจากการถูกทอดทิ้งสามารถเปลี่ยน Agent ที่ระบบเคยยกย่องที่สุด ให้กลายเป็นคนที่ระบบต้องตามล่าเอง

  • เฟย์ เลา (Faye Lau) อดีตผู้บังคับบัญชาที่ถูกคีเนอร์เปิดโปงว่าเป็น Rogue Agent ก่อนตอนจบ Warlords of New York
  • 4 Warlords (Vivian Conley, Javier Kajika, James Dragov, Theo Parnell) ลูกน้องที่คุม Lower Manhattan แทนคีเนอร์
  • อลานี เคลโซ่ (Alani Kelso) อดีต Division Agent ที่ภายหลังเข้าร่วมกับคีเนอร์
  • แบล็คทัสก์ (Black Tusk) องค์กรศัตรูที่คีเนอร์ทั้งต่อต้านและเคยทำข้อตกลงลับด้วย

ถ้าเพื่อนๆ อยากตามต่อว่าคีเนอร์จะโผล่มาเกี่ยวข้องกับ Echoes of Central Park หรือเปล่า ตามข่าวจาก Ubisoft ไว้ได้เลยครับ เพราะตัวละครนี้ไม่เคยหายไปจากเนื้อเรื่อง The Division 2 จริงๆ สักที

บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งแล้วเรียบเรียงเป็นบทสรุป จึงอาจมีจุดที่คลาดเคลื่อนได้

แหล่งอ้างอิง

ดูแหล่งอื่นอีก 2 แหล่ง

อ่านต่อ

Scroll to Top